ติดโควิด-19 ทั้งครอบครัว เหลือเด็กขวบกว่าๆรอด  เจ้าหน้าที่จำใจรับเด็กไป รพ. พร้อมแม่ เพราะญาติไม่มีใครกล้ารับเลี้ยง

          เป็นเรื่องราวที่บีบคั้นหัวใจเจ้าหน้าที่กู้ภัยเป็นอย่างมากเมื่อไม่มีการเปิดเผยว่าเขาได้ไปรับครอบครัวหนึ่งซึ่งเป็นครอบครัวที่ติดเชื้อไวรัสโควิตกันทั้งบ้านโดยครอบครัวนี้อาศัยอยู่ด้วยกัน 4 คนซึ่งมีทั้งพ่อแม่และญาติ 1 คนรวมถึงลูกน้อยอายุเพียงแค่ขวบกว่าอีก 1 คน  ติดโควิด-19 ทั้งครอบครัว  โดยเหตุการณ์บีบคั้นหัวใจในครั้งนี้ถูกเปิดเผยขึ้นเมื่อวันที่ 25 เดือนสิงหาคมปีพ. ศ. 2564

        เจ้าหน้าที่กู้ภัยระบุว่าเขาเดินทางไปที่บ้านหลังหนึ่งในจังหวัดนครราชสีมาซึ่งอยู่ในเขตพื้นที่ของบ้านบึงทับช้างโดยบ้านหลังดังกล่าวนั้นมีการแจ้งเข้ามาว่าตรวจสอบแล้วติดเชื้อไวรัสทุกคนยกเว้นเด็กน้อยวัยขวบกว่าเพียงแค่คนเดียวเท่านั้นซึ่งผลการตรวจออกมาเป็นลบแต่ก็ถือว่าเป็นเด็กที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูง

        อย่างไรก็ตามทางด้านเจ้าหน้าที่กู้ภัยได้รับผู้นำของครอบครัวซึ่งเป็นผู้เป็นพ่อไปรักษาอาการป่วยติดเชื้อไวรัสโควิช- ไปที่โรงพยาบาลแล้วเหลือเพียงมารับผู้เป็นแม่และญาติพาไปส่งโรงพยาบาลดังนั้นครอบครัวนี้จึงเหลือเพียงหนูน้อยวัยขวบเศษเท่านั้นที่จะต้องอยู่ที่บ้านแต่เนื่องจากว่าที่บ้านไม่มีใครดูแล

และเมื่อสอบถามกับบรรดาญาติญาติของครอบครัวนี้ต่างก็ไม่มีใครยอมที่จะรับหนูน้อยวัยขวบกว่าๆไปทำการเลี้ยงดูระหว่างที่พ่อกับแม่ของเด็กไปรักษาอาการป่วยติดเชื้อไวรัสโควิคที่โรงพยาบาลสาเหตุนั้นก็เพราะว่าพวกเขาเกรงว่าหนูน้อยจะมีเชื้อไวรัสโควิคอยู่และมีโอกาสเสี่ยงสูงที่จะไปแพร่กระจายเชื้อให้กับคนอื่นๆในครอบครัวของพวกเขาดังนั้นทุกคนจึงปฏิเสธการที่จะรับหนูน้อยไปไว้ที่บ้านด้วยนั่นเอง

   ติดโควิด-19 ทั้งครอบครัว  และด้วยเหตุเศร้าสลดในครั้งนี้ทำให้ใกล้ที่สุดกู้ภัยก็ตัดสินใจนำหนูน้อยวัยขวบกว่าๆไปพร้อมกับแม่ของเด็กด้วยโดยพาไปที่โรงพยาบาลที่แม่ของเด็กเข้ารับการรักษาการติดเชื้อไวรัสโควิด ซึ่งได้มีการฝากฝังให้กับทางเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลช่วยเลี้ยงดูเด็กให้ในระหว่างที่แม่ของเด็กต้องรักษาตัวโดยทางโรงพยาบาลเองก็ใจดีรับที่จะดูแลหนูน้อยวัยขวบกว่าโดยมีการแยกหนูน้อยออกมาจากแม่ของเด็กและมีการดูแลแบบแยกมาจากกลุ่มคนอื่นๆเพราะว่าหนูน้อยยังถือว่าเป็นบุคคลที่มีความเสี่ยงสูงที่อาจจะติดเชื้อไวรัส covid ได้

       สำหรับโรงพยาบาลที่รับการรักษาครอบครัวของหนูน้อยวัยกว่านี้คือโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารีซึ่งครอบครัวนี้ได้เข้ารับการรักษาอาการติดเชื้อไวรัสโควิคเป็นที่เรียบร้อยแล้วส่วนเด็กนั้นก็มีการดูแลจากพยาบาลและคุณหมออย่างใกล้ชิดเพื่อเฝ้าสังเกตอาการ 

 

สนับสนุนโดย.  ทางเข้า gclub มือถือ

คลอดลูกมาได้สองเดือนแล้ว เพิ่งรู้ว่าหมอลืมผ้าก๊อซไว้ในช่องคลอด

            เมื่อวันที่ 24 เดือนพฤษภาคม ปี พ.ศ.2564   มีหญิงสาวโพสต์ข้อความใน Facebook เกี่ยวกับประสบการณ์ที่เธอได้เจอมาโดยระบุว่าเธออายุ 23 ปีเพิ่งคลอดลูกมาโดยเธอไปคลอดลูกที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในจังหวัดบุรีรัมย์ซึ่งเธอคลอดลูกมาตั้งแต่เมื่อวันที่ 17 เดือนมีนาคม ปีพ.ศ 2564 ที่ผ่านมา  เธอเลือกที่จะคลอดลูกเองโดยธรรมชาติและระหว่างที่เธอทำคลอดอยู่นั้น ปรากฏว่าคุณหมอที่ทำคลอดบอกว่าเธอนั้นเลือดออกไหลเยอะจึงได้มีการนำผ้าก๊อซมาซับเลือดให้กับเธอ

              หลังจากนั้นคุณหมอก็ทำการทำความสะอาดแผลและเย็บแผลตามปกติซึ่งเธออยู่โรงพยาบาลประมาณ 3 วันก็ย้ายตัวเองกลับมาอยู่บ้านแต่หลังจากที่เธอกลับมาอยู่บ้านแล้วเธอกลับพบว่าน้ำคร่ำที่ไหลออกมาจากช่องคลอดของเธอนั้นค่อนข้างมีกลิ่นเหม็นยิ่งนับวันกลิ่นเหม็นก็ยิ่งรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆซึ่งสามีของเธอได้กลิ่นเหม็นมากจนไม่กล้าเข้าใกล้เธอเลยทีเดียวอย่างไรก็ตามเธอก็ยังไม่รู้ว่าสาเหตุของกลิ่นเหม็นจากช่องคลอดนั้นมาจากอะไรเธอได้มีการไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลชุมชนใกล้บ้าน

           ซึ่งทางด้านคุณหมอเองก็ไม่ได้มีการตรวจภายในอะไรให้กับเธอเมื่อเธอบอกเล่าอาการคุณหมอก็สอบถามแค่เกี่ยวกับเรื่องของการเจ็บแผลเจ็บบริเวณท้องและมีไข้หรือไม่เมื่อไม่มีอาการเหล่านี้คุณหมอก็ระบุว่าอาการของเธอนั้นปกติทุกอย่างและให้เธอกลับบ้านได้แต่กลิ่นเหม็นของน้ำคร่ำก็ยังคงรุนแรงอยู่เรื่อยๆจนงวดที่ 24 เดือนพฤษภาคมปีพศ 2564 ระหว่างที่เธอเข้าห้องน้ำอยู่นั้นรู้สึกว่ามีอะไรมาอุดตรงบริเวณช่องคลอดของเธอเมื่อเธอลองใช้มือคำก็สามารถที่จะจับได้เธอจึงลองดึงออกมาพบว่าเป็นก้อนภาคกสีดำขนาดใหญ่เท่ากับบ้าน

           ซึ่งเธอคิดว่าน่าจะถูกลืมเอาไว้ตั้งแต่วันที่เธอทำคลอดลูกที่โรงพยาบาลในจังหวัดบุรีรัมย์โดยคุณหมอน่าจะลืมทิ้งไว้อย่างไรก็ตามเธอรู้สึกโชคดีมากๆที่เธอไม่ได้มีอาการติดเชื้อหรือมีอาการอักเสบอะไรรุนแรงแต่เธอก็ได้แจ้งเรื่องนี้ให้กับทางโรงพยาบาลทราบเป็นที่เรียบร้อยแล้วและเธอยืนยันว่าเธอจะไม่มีการฟ้องร้องโรงพยาบาลเพียงแต่อยากให้เจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลนั้นปฏิบัติงานอย่างมีสติและรอบคอบเพื่อที่จะไม่ได้เกิดเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นอีก

          อย่างไรก็ตามทางโรงพยาบาลได้มีการนำกระเช้ามาขอโทษหญิงสาววัย 23 ปีเป็นที่เรียบร้อยแล้วและยอมรับว่าเป็นความผิดพลาดของเจ้าหน้าที่ที่ลืมผ้าก๊อซไว้ในช่องคลอดของคนไข้ซึ่งทางเจ้าหน้าที่รับปากว่าจะมีการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากกว่านี้และจะไม่มีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นอีกส่วนเรื่องของการชดเชยความเสียหายให้กับผู้ป่วยนั้นสามารถดำเนินการได้เพราะเป็นกรณีที่เกิดจากความผิดพลาดของเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลซึ่งจะมีมาตรา 41 มีการออกพรบ. คุ้มครองผู้ป่วยเอาไว้แต่อย่างไรก็ตามสำหรับการชดเชยนั้นอาจจะต้องใช้ระยะเวลาเพราะจะต้องมีการข้อมูลเป็นการตรวจสอบจากคณะกรรมการเมื่อผลการตรวจสอบแล้วถึงจะออกเงินค่าชดเชยให้ได้       

 

สนับสนุนโดย    ทางเข้า gclub มือถือ

พ่อค้าส้มโอถูกยิกเสียชีวิตคาร้าน

 ก่อนหน้านี้ประมาณวันที่  24 เดือนมีนาคม ปี พ.ศ. 2563  มีพ่อค้าขายส้มโอริมถนนคนหนึ่งที่อยู่ในจังหวัดกระบี่ถูกยิงเสียชีวิตตายคาที่ภายในร้านที่ขายส้มโอ ซึ่งตอนที่พ่อค้าส้มโอถูกยิงนั้น ทางด้านภรรยาของพ่อค้าส้มโอก็นั่งอยู่ด้วย ซึ่งเธอได้บอกว่า เธอเห็นเหตุการณ์ทุกอย่างและเธอจำหน้าตาคนร้ายที่เข้ามาก่อเหตุได้ โดยเธอยังเล่าให้ฟังด้วยว่า ในตอนนั้นคนร้ายได้หันกระบอกปืนเพื่อจะยิงเธอด้วย

แต่เหมือนว่าปืนด้าน ยิงไม่ออกทำให้เธอรอดชีวิตมาได้  ซึ่งเธอยืนยันว่าคนร้ายที่เข้ามาก่อเหตุยิงสามีของเธอนั้นคือ ลูกชายร้ายขายข้าวแกงที่อยู่ฝั่งตรงกันข้ามกับร้านของเธอนั่นเอง ซึ่งคนร้ายก่อเหตุเสร็จแล้วก็หนีไป ซึ่งตอนที่เกิดเหตุนั้นฝั่งทางพ่อแม่ของมือปืนเมื่อได้ยินเสียงปืนดังขึ้นก็พากันวิ่งข้ามถนนมาเพื่อช่วยเหลือสามีของเธอเลยในตอนนั้นฝ่ายพ่อแม่ของมือปืนน่าจะไม่รู้ว่าได้มาก่อเหตุยิงสามีของเธอเสียชีวิต

จึงได้เข้ามาช่วยเหลือและพานำตัวส่งโรงพยาบาล  และในวันนี้คือวันที่ 27 มีนาคมทางมือปืนก็ได้เดินทางไปที่สถานีตำรวจเพื่อทำเรื่องขอมอบตัว โดยชายคนที่ก่อเหตุในครั้งนี้ชื่อว่านายณัฐวุฒิ  เขาเดินทางมาพร้อมกับทนายความส่วนตัว เนื่องจากในตอนนี้ศาลได้อนุมัติหมายจับเขาเรียบร้อยแล้ว ปลายทางด้านของภรรยาของผู้ตายก็ออกมาให้ได้ข่าวว่าผู้ก่อเหตุได้มามอบตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้วซึ่งทำให้เธอดีใจเป็นอย่างมาก

เพราะตลอดระยะเวลาที่สามีตายและตำรวจยังไม่ได้จับตัวคนร้ายมาตัวตนเองรู้สึกกังวลและหวาดกลัวอยู่ตลอดเวลาเร่งว่าคนร้ายจะย้อนกลับมายิงทำร้ายเธออีก ซึ่งตอนนี้ตัวเธอเองก็ยังไม่รู้เลยว่าผู้ก่อเหตุเดินมายิงสามีเธอทำไม เพราะปกติก็ต่างคนต่างอยู่กันอยู่แล้ว และร้านของทั้งสองฝ่ายก็อยู่กันคนละฝั่งก็ไม่น่าจะมีสาเหตุที่จะทำให้ทะเลาะกันได้ ส่วนทางผู้ต้องหาที่เดินทางเข้ามามอบตัวกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจพร้อมกับทนายความนั้น

ก็ไม่ได้ให้ข้อมูลอะไรเลยว่ายิงไปเพราะอะไรอีกทั้งยังปฏิเสธข้อกล่าวหาโดยทางผู้ก่อเหตุยืนยันว่าจะไปให้ข้อมูลในชั้นศาลเท่านั้น  ในเบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ให้ภรรยาของผู้เสียชีวิตชี้ตัวผู้ต้องหาซึ่งก็สามารถชี้ตัวได้ถูกต้อง ส่วนทางผู้ต้องหาเองก็ใช้หลักทรัพย์ประกันตัวเป็นเงิน 600,000 บาทและได้ประกันตัวออกไปเรียบร้อยแล้วเพราะตำรวจเห็นว่าผู้ต้องหาได้มามอบตัวด้วยตนเอง คดีนี้คงต้องรอผลของศาลตัดสินเท่าน้น

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  ทางเข้า gclub มือถือ