ณวัฒน์วิจารณ์สังคมไทยกรณีที่มีคนระดมทุนเพื่อนำมาช่วยเหลือป้าตบเด็ก 

            หลายคนคงได้ติดตามข่าวกรณีที่มีเด็กนักเรียนหญิงคนหนึ่งได้โพสต์ Facebook เป็นคลิปวีดีโอซึ่งในคลิปจะเห็นได้ว่ามีเด็กนักเรียนชั้นระดับมัธยมถูกแม่ค้าใส่ชุดสีแดงเป็นหญิงวัยกลางคนเดินเข้าไปตบซึ่งจากการตรวจสอบสาเหตุนั้นมาจากกรณีที่เด็กนักเรียนไม่ยอมยืนเคารพธงชาติช่วงเวลา 18:00 น โดยเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นที่สถานีรถไฟในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา

         แต่จากเหตุการณ์ดังกล่าวนั้นเมื่อมีการสืบสวนจึงพบว่าสาเหตุที่เด็กหญิงไม่ได้ยืนตรงเคารพธงชาติในขณะที่คนอื่นยืมนั้นก็เพราะว่าเด็กหญิงมีอาการปวดท้องจากการเป็นประจำเดือนแต่ในขณะที่เธอได้ชี้แจงให้กับคุณป้าเสื้อแดงได้ทราบถึงเหตุผลเธอไม่รับฟังเหตุผลใดๆจากเด็กอีกครั้งว่าด้วยถ้อยคำรุนแรง

          แล้วเมื่อคลิปวีดีโอนี้ไม่ถูกเผยแพร่ออกไป รวมถึงเด็กที่ถูกทำร้ายนั้นได้ไปแจ้งความที่สถานีตำรวจในคดีที่เธอนั้นถูกทำร้ายร่างกายก็ทำให้คุณป้าเสื้อแดงนั้นถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจเดินตัวไปที่สถานีตำรวจเพื่อทำการเสียค่าปรับเป็นจำนวนเงิน 10000 บาทด้วยกัน

         อย่างไรก็ตามเมื่อเรื่องราวนี้ถูกนำออกมาเผยแพร่มาอีกครั้งเกี่ยวกับเรื่องของการจับกุมคุณป้าใส่เสื้อสีแดงทำให้มีประชาชนส่วนหนึ่งที่สนับสนุนคุณป้านั้นพากันระดมทุนหาเงินมาช่วยเหลือคุณป้าที่ถูกเรียกเก็บค่าปรับไปถึง 10,000 บาทและหลังจากที่มีข่าวว่ามีเพจดังและกลุ่มประชาชนกลุ่มหนึ่งออกมาช่วยเหลือคุณป้าก็ทำให้    พิธีกรชื่อดังอย่างนาย ณวัฒน์  อิสระไกรศีล  ต้องออกมาพูดถึงปัญหานี้โดยเขามองว่าปัญหานี้เป็นปัญหาของสังคมที่กำลังป่วย

          ส่วนสาเหตุที่ต้องพูดแบบนี้นั่นก็เพราะว่าเหตุการณ์ที่คุณป้าเสื้อแดงได้ไปทำร้ายร่างกายเด็กโดยที่ไม่รับฟังเหตุผลว่าเด็กมีเหตุผลอะไรในการที่ไม่ยืนตรงเคารพธงชาตินั้นเป็นสิ่งที่ไม่ควรสนับสนุนเป็นอย่างยิ่งแต่หลายคนที่ได้มีการระดมทุนหาเงินไปช่วยเหลือคุณป้ากลับมองว่าสิ่งที่คุณป้าเสื้อแดงทำนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้องซึ่งหากมีความคิดเห็นแบบนี้แสดงว่าประเทศไทยกำลังอยู่ในสังคมที่เป็นสังคมที่เห็นการทำร้ายร่างกายกันเป็นเรื่องปกติและคุณณวัฒน์มองว่าสังคมไทยในตอนนี้เป็นสังคมที่น่ากลัวอย่างมาก

        หากเราเห็นว่าใครทำอะไรไม่ถูกใจเราและเราสามารถที่จะทำร้ายร่างกายคนอื่นได้นั่นแสดงว่าเราอยู่ในสังคมที่กำลังไม่มีความปลอดภัยให้กับคนในสังคมเลย อาจจะกล่าวได้ว่าปัจจุบันนี้ประเทศไทยเหมือนกับเป็นประเทศบ้านป่าเมืองเถื่อนที่ใครอยากจะทำร้ายใครตอนไหนก็ทำได้   

 

สนับสนุนโดย  Gclub Slot

พบมิชชันนารี ข่มขืนเด็ก 4 คน ช็อกหนักเมื่อรู้ว่าเมียก็รู้เรื่องแต่ไม่พูด

         มีอะไรงานข่าวที่น่าสนใจเกิดขึ้นที่ประเทศ เคนย่าทางเจ้าหน้าที่ตำรวจนั้นสามารถจับกุมสามีภรรยาคู่หนึ่งได้โดยสามีภรรยาคู่นี้นั้นเป็นมิชชั่นนารีที่เข้ามาเผยแพร่ศาสนาในประเทศเคนยาและแน่นอนว่าในคาบของมิชลินดีนั้นพวกเขาแสดงตัวเป็นคนดีด้วยการรับเลี้ยงเด็กกำพร้ามาไว้ในอุปการะหลายคนแต่อย่างไรก็ตามมารร้ายในคราบมิชชันนารีก็ถูกจับกุมได้ในที่สุดเมื่อมีรายงานข่าวว่าภรรยาของมิชชันนารีคนดังกล่าวได้พาเด็กจำนวน 4 คนไป

ทำการฝังยาคุมกำเนิดคลินิกแห่งหนึ่งทำให้รุนแรงขึ้นมาเมื่อคุณหมอมีความสงสัยเกี่ยวกับพฤติกรรมของสามีภรรยาคู่นี้หลังจากที่เรื่องแดงขึ้นมาแล้วที่มีการตรวจสอบพบว่าเด็กที่ถูกกระทำการถูกทางมิชชันนารีหนังข่มขืนอายุต่ำสุดเพียงแค่ 11 ปีเท่านั้นและเด็กต่อมานั้นก็อายุ 12 ปีและ 13 ปีตามลำดับ

ซึ่งในการที่ทาง มิชชันนารีได้มีการข่มขืนเด็กในอุปการะของตนเองนั้นเป็นข่าวที่มีการยืนยันระหว่างภรรยาของเขานั้นรู้เห็นเหตุการณ์แทบทั้งสิ้นและเป็นคนที่พาเด็กไปคุมกำเนิดเพราะไม่ต้องการให้เด็กนั้นเกิดท้องขึ้นมาในเมื่อทางเจ้าหน้าที่ตำรวจทำการจับกุมสองสามีภรรยาคู่นี้และมีการสืบประวัติมาก็พบว่าทั้งคู่นี้มีประวัติอาชญากรรมร้ายแรงหลายอย่างไม่ว่าจะเป็นเกี่ยวกับเรื่องของการทำร้ายร่างกายหรือแม้แต่เรื่องของการทารุณกรรมทางเพศก็ตามซึ่งประวัติของพวกเขาเหล่านั้นมีการตรวจสอบย้อนหลังเพื่อนำมาพบกับความผิดที่ได้กล่าวเอาไว้สำหรับเรื่องราวที่เกิดขึ้นนั้นเกิดขึ้นตั้งแต่ปีพศ 2551

มือสองสามีภรรยาคู่นี้ย้ายไปอยู่ที่ประเทศเคนยาและตั้งตนเองเป็นมิชชันนารีค่อยเปิดเผยแพร่พระพุทธศาสนารวมถึงคอยรักตัวเองเด็กที่ด้อยโอกาสและเด็กกำพร้าพวกเขาหนังใช้ชีวิตอยู่ในประเทศเคนยามานานหลายปีเลยทีเดียวกว่าพี่จะมีคนจับได้ว่าเท่านั้นเป็นแค่นักบุญในคราบซาตานเท่านั้นเพราะในปีพศ 2560 ในช่วงประมาณเดือนกันยายนเจ้าหน้าที่ตำรวจก็สามารถรู้ความจริงว่าพวกเขานั้น

รับเลี้ยงเด็กเอาไว้เพื่อที่ต้องการที่จะเอาเด็กไว้ข่มขืนเท่านั้นเองซึ่งก่อนหน้าที่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมสองสามีภรรยาคู่นี้ได้เพราะได้มีการเดินทางไปยังสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าหลังจากที่เขาทราบเรื่องราวเกี่ยวกับเรื่องของเด็กถูกข่มขืนแต่อย่างไรก็ตาม 2สามีภรรยานั้นไหวตัวทันก่อนจึงได้พากันหลบหนีมาที่ประเทศสหรัฐอเมริกา

ซึ่งทางการของเคนยาก็ได้มีการส่งเอกสารตามตัวให้ทั้งคู่นั้นไปรับโทษที่ประเทศเคนยาแต่อย่างไรก็ตามทั้งคู่ได้มีการปฏิเสธความผิดของตนเองโดยบอกว่าพวกเขานั้นถูกใส่ร้ายในที่สุดแล้วฉันก็สั่งเราก็เขานั้นมีความผิดจริง

 

สนับสนุนโดย  เวปยูฟ่าเบท

อ้างรถพยาบาลมารับผู้ป่วยช้าทั้งที่เกิดอุบัติเหตุห่างจากโรงพยาบาลเพียงแค่ 200 เมตร

         ในโลกออนไลน์ได้มีหญิงสาวคนหนึ่งได้มีการไลฟ์สดเหตุการเกิดอุบัติเหตุซึ่งอุบัติเหตุนั้นเกิดขึ้นที่บริเวณใกล้เคียงกับโรงพยาบาลภูหลวงในจังหวัดเลยโดยในไลฟ์สดนั้นหญิงสาวคนดังกล่าวได้มีการพูดพาดพิงถึงทางโรงพยาบาลว่าเดินทางมาดูผู้ป่วยช้ามากเนื่องจากว่ามีอุบัติเหตุมานานถึง 30 นาทีแล้วแต่รถโรงพยาบาลเพิ่งเดินทางมาถึงอย่างไรก็ตามหลังจากที่มีการเผยแพร่คลิปดังกล่าวออกไปผู้คนต่างก็ออกมาพูดถึงคลิปดังกล่าวกันเป็นจำนวนมาก

จนเรื่องราวดังกล่าวนั้นรู้ไปถึงหูทางโรงพยาบาลซึ่งทางด้านผู้อำนวยการของโรงพยาบาลภูหลวงก็ออกใดมาชี้แจงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นพร้อมกับแจ้งความดำเนินคดีกับหญิงสาวคนดังกล่าวที่มีการไลฟ์สดต่อว่าโรงพยาบาล  โดยทางผู้อำนวยการของโรงพยาบาลมีการระบุว่าต้องการที่จะให้เรื่องนี้เป็นอุทาหรณ์ให้กับใครหลายๆคนที่ชอบไลฟ์สดหรือต่อว่าโดยที่ไม่มีมูลความจริงจะได้หยุดการกระทำที่ไม่ดี

ดังกล่าวเนื่องจากโรงพยาบาลมีหลักฐานจากกล้องวงจรปิดของทางโรงพยาบาลพบว่าหลังจากที่เจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งเหตุว่ามีอุบัติเหตุเกิดขึ้นใกล้กับทางโรงพยาบาลทางเจ้าหน้าที่ก็ได้มีการเดินทางออกไปปฐมพยาบาลผู้บาดเจ็บเบื้องต้นตั้งแต่ 4 นาทีแรกที่ได้รับการติดต่อแล้วซึ่งทางโรงพยาบาลได้มีการประสานงานให้รถมูลนิธิส่งตัวผู้บาดเจ็บมารักษาตัวที่โรงพยาบาลโดยทางผู้อำนวยการโรงพยาบาลระบุว่านับตั้งแต่เจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งเหตุจนถึงออกหน่วยไปช่วยเหลือผู้บาดเจ็บตรงที่เกิดเหตุปฐมพยาบาลเบื้องต้นและนำผู้ป่วยกลับเข้ามารักษาตัวในโรงพยาบาลนั้น

ใช้เวลาทั้งสิ้นเพียงแค่ 18 นาทีเท่านั้นเองแต่ในขณะเดียวกันคลิปของหญิงสาวที่มีการไลฟ์สดออกมาแฉโรงพยาบาลนั้นกลับบอกว่าต้องใช้เวลาถึง 30 นาทีกว่ารถพยาบาลจะไปถึงซึ่งไม่เป็นความจริงทางด้านเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลจึงได้ต้องการที่จะสั่งสอนคนที่ไลฟ์สดไม่เป็นความจริงและหวังทำลายชื่อเสียงของโรงพยาบาลให้สำนึกผิดจะมีการแจ้งความดำเนินคดีเพื่อไม่ให้คนอื่นนั้นทำเป็นเยี่ยงอย่าง 

  อย่างไรก็ตามได้มีการตรวจสอบคลิปที่มีการแชร์กันในโลกออนไลน์ของหญิงสาวคนดังกล่าวพบว่าคลิปดังกล่าวนั้นถูกลบออกไปจาก Facebook ของเธอเป็นที่เรียบร้อยแล้วแต่ทางเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลยืนยันว่าอย่างไรก็ต้องมีการดำเนินคดีเพราะการที่หญิงสาวคนดังกล่าวออกมาเผยแพร่คลิปที่ไม่เป็นความจริงสร้างความเสียใจให้กับทางเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลอย่างมากเพราะทุ่มเทในการปฏิบัติหน้าที่แต่กลับถูกต่อว่าและด่าทอในเรื่องที่ไม่เป็นความจริง

การที่ทางโรงพยาบาลออกมาเอาผิดคนที่โพสต์ข้อความต่อว่าโรงพยาบาลโดยเรื่องราวไม่เป็นความจริงนั้นถือว่าเป็นสิ่งที่สมควรแล้วเพราะคนเรามักจะอยากต่อว่าใครก็แค่เขียนโพสต์ลงไปซึ่งสร้างความเสียหายให้กับคนอื่นโดยไม่คิดถึงว่าคนอื่นนั้นจะเดือดร้อนมากแค่ไหนและสิ่งที่โพสนั้นก็ไม่เป็นความจริงจึงสมควรแล้วที่จะดำเนินคดีให้ถึงที่สุดกับหญิงสาวคนดังกล่าวเพื่อไม่ให้คนอื่นเลียนแบบ

 

สนับสนุนโดย    gclub ทดลองเล่นฟรี

หลานชายวัย 24 ปีคลั่งใช้สากตีหัวน้าชายจนตาย 

          ที่จังหวัดชลบุรี   เจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจเสม็ดได้รับแจ้งเหตุจากชาวบ้านว่ามีผู้ก่อเหตุฆ่าคนตายซึ่งขณะนี้อยู่ในอาการคุ้มคลั่งกำลังทำร้ายรถของชาวบ้านที่จอดอยู่บริเวณริมถนนและจะทำร้ายลูกชายของคนตายอีกด้วย 

         เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างหมายถึงก็พบชายคนหนึ่งอายุประมาณ 24 ปีกำลังคุ้มคลั่งอาละวาดใช้ไม้ทุบที่กระจกรถของรถชาวบ้านที่จอดอยู่ในบริเวณนั้นจึงได้ทำการเข้าจับกุมซึ่งในขณะนี้ใช่คนดังกล่าวยังพูดจาไม่รู้เรื่องชาวบ้านเชื่อกันว่าชายคนดังกล่าวน่าจะสติไม่ดีหรือไม่ก็กำลังคงข้างเพราะเสพยาเสพติดเป็นจำนวนมากนั่นเอง

           อย่างไรก็ตามผู้ที่เก่งแจ้งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นเป็นลูกชายของผู้ที่เสียชีวิตโดยเขาเล่าว่าบ้านที่เกิดเหตุนั้นเป็นบ้านทาวน์เฮ้าส์ 2 ชั้นซึ่งในบ้านหลังนี้พ่อของเขาได้อาศัยอยู่กับน้าซึ่งเป็นคนก่อเหตุโดยในช่วงที่ก่อเหตุนั้นเขาไม่ได้อยู่ที่บ้านเมื่อเขาเดินทางมาถึงก็พบเห็นว่าน้ากำลังเปิดประตูหน้าบ้านออกมาอีกทั้งยังบอกเขาด้วยว่าได้ฆ่าพ่อของเขาตายเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

โดยใช้สากตีที่หัวและเมื่อพูดจบน้าชายที่คุ้มคลั่งก็จะใช้สากมาตีเขาเช่นเดียวกันทำให้เขาต้องวิ่งหนีหลังจากเขาวิ่งหนีแล้วจึงได้โทรตามเจ้าหน้าที่ตำรวจให้มาควบคุมเหตุซึ่งระหว่างนั้นน้าชายที่คุ้มคลั่งก็ใช้ไม้ตีไปยังรถคันอื่นๆที่จอดแถวบริเวณใกล้บ้านจนลดของชาวบ้านได้รับความเสียหายเป็นจำนวนมาก

           หลังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้าไปดูในจุดเกิดเหตุพบว่าบริเวณหน้าบ้านนั้นมีศพนอนเสียชีวิต 1 รายคาดว่าจะเป็นเจ้าของบ้านซึ่งมีอายุ 42 ปีสภาพศพนั้นมีเลือดไหลเต็มตัวซึ่งคาดว่าน่าจะเสียชีวิตจากการขาดเลือดเพราะมีเลือดออกเป็นจำนวนมากอีกทั้งบริเวณข้อเท้าของศพทางด้านขวาพบว่ามีการถูกล่ามโซ่เอาไว้   และลักษณะของสภน่าจะเสียชีวิตไม่นานซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจสันนิษฐานโดยคร่าวๆว่าอาจจะเพิ่งเสียชีวิตแค่ประมาณ 1-2 ชั่วโมงเท่านั้นเอง

         อย่างไรก็ตามแต่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้พยายามพูดคุยกับชายคนดังกล่าวที่เป็นผู้ลงมือก่อเหตุแต่ปรากฏว่าพูดไม่รู้เรื่องโดยใช้คนดังกล่าวบอกว่าตนเองนั้นสามารถสื่อสารกับมนุษย์ต่างดาวได้และได้มองเห็นน้าชายของตนเองนั้นเป็นสัตว์ประหลาดแต่ก่อนที่จะมีการทำร้ายร่างกายเลยนะชายนั้น

เขายังบอกอีกด้วยว่าเขาเกิดการทะเลาะกันจึงได้ลงมือทำร้ายร่างกายนะชาจนถึงแก่ความตายที่นำไปล่างไว้นั้นล่ามหลังจากที่ผู้เสียชีวิตตายไปเรียบร้อยแล้วส่วนสาเหตุของการลาบนั้นเขามีความเชื่อว่าถ้าหากล้างโซ่เอาไว้วิญญาณของผู้ตายจะไม่สามารถออกจากร่างได้

           

สนับสนุนโดย    gclub slot เล่นผ่านเว็บ

ส่งไลน์สั่งเสียให้ญาติพี่น้องก่อนจะ  ฆ่ายกครัวตายรวม 3 ศพ

           เรื่องราวการฆ่าคนในครอบครัวของตนเองในครั้งนี้เกิดขึ้นที่จังหวัดกำแพงเพชรโดยครอบครัวหนึ่งอยู่ด้วยกันทั้งหมด 3 คนมีพ่อกับแม่และก็ลูกสาวบุญธรรมซึ่งตัวลูกสาวเองนั้นเป็นนักศึกษาของมหาวิทยาลัยโดยเรียน เกี่ยวกับนิติศาสตร์ซึ่งอยู่ปี 2 แล้วอย่างไรก็ตามทางด้านผู้ที่เห็นเหตุการณ์ซึ่งเป็นญาติของครอบครัวผู้ตายระบุว่าครอบครัวนี้มีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องของการเงินและหนี้สิน

ซึ่งคาดว่านี่จะเป็นสาเหตุที่ทำให้ทางด้านสามีได้มีการฆ่าภรรยาและลูกเลี้ยงของตนเองก่อนที่จะฆ่าตัวตายตามโดยเธอบอกว่าในช่วงสายของวันที่ 2 เดือนกันยายนปีพศ2563 ขณะที่เธอกำลังนั่งอยู่ในบ้านของเธอนั้นเธอได้รับข้อความ LINE ส่งมาจากผู้เสียชีวิตที่เป็นผู้ชายโดยรายละเอียดของข้อความไลน์มีการส่งเข้ามาในกรุ๊ปของญาติระบุว่าเป็นการสั่งเสียคล้ายกับจะตัดสินใจฆ่าตัวตายเธอ

จึงได้ตัดสินใจเดินทางไปที่บ้านของชายคนดังกล่าวเมื่อไปถึงก็พบว่าบ้านหลังดังกล่าวนั้นปิดประตูเงียบจึงได้ตะโกนเข้าไปและได้แอบมองตรงช่องก็พบว่าฝ่ายชายนั้นกำลังนั่งร้องไห้อยู่ซึ่งเธอไม่เห็นลูกสาวและภรรยาของเขาเลยจึงได้ตัดสินใจตะโกนถามหาโดยผู้ชายได้มีการตะโกนตอบกลับมาว่าทั้งสองคนไม่อยู่แล้วซึ่งผู้ชายก็ได้แต่นั่งร้องไห้ในขณะที่ร้องไห้อยู่นั้นฝ่ายผู้ชายก็ได้ตะโกนออกมาว่าให้เธอไม่ต้องมายุ่งกับเรื่องของครอบครัวของเขาพร้อมทั้งมีการยกปืนขึ้นจ่อขมับตนเอง

ในถ้าพร้อมที่จะเตรียมยิงตนเองเพื่อฆ่าตัวตายด้วยความกลัวหญิงสาวคนดังกล่าวจึงได้ถอยห่างออกมาหลังจากเดินถอยออกมาเพียงไม่กี่ก้าวเท่านั้นก็ได้ยินเสียงปืนดังขึ้นประมาณ 2 นัดด้วยกันและเมื่อมองลอดช่องหน้าต่างเข้าไปอีกทีก็พบว่าชายคนดังกล่าวนั้นได้ยินตนเองเสียชีวิตแล้วเธอจึงได้วิ่งไปตามญาติคนอื่นให้มาดูและแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจให้มาชันสูตรพลิกศพ

ซึ่งและทางเจ้าหน้าที่ตำรวจเดินทางมาถึงก็ไม่พบร่องรอยของการงัดแงะหรือการต่อสู้กันแต่อย่างใดแต่พบศพเพิ่มนอกจากผู้ชายที่ฆ่าตัวเองตายแล้วยังมีของภรรยาและลูกสาวของเขานอนเสียชีวิตอยู่บนเตียงนอนซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจสันนิษฐานว่าเขาน่าจะฆ่าภรรยาและลูกสาวของเขาก่อนด้วยอาวุธปืนชนิดเดียวกัน

หลังจากนั้นก็มานั่งเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและตัดสินใจฆ่าตัวเองตายตามภรรยาและลูกเลี้ยงไปนั่นเองส่วนสาเหตุของการฆ่าตัวตายนั้นทางเจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังหาสาเหตุอยู่แต่ทางญาติเชื่อกันว่าพวกเขาน่าจะมีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องของการเงินและไม่สามารถที่จะแก้ไขปัญหาได้จึงได้ตัดสินใจจบชีวิตตนเองนั่นเอง

 

สนับสนุนโดย  ทางเข้า ufabet ภาษาไทย

สาวคลอดลูกตายโรงพยาบาล มีพิรุษแอบสลับเด็กทารกไปเผา

        มีหญิงสาวรายหนึ่่งได้โพสต์ข้อความผ่าน facebook  ร้องขอความเป็นธรรมผ่านระบบออนไลน์ โดยเธอเล่าว่าเธออายุ 23 ปีชื่อว่านางสาวกฤษณา เธอไปคลอดลูกที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในจังหวัดชัยนาทซึ่งในวันที่เธอคลอดลูกนั้นคุณหมอไม่ยอมให้เธอคลอดลูกได้บอกว่าปากมดลูกของเธอนั้นเปิดเพียงแค่ 2 เซนเท่านั้น จนในที่สุดเด็กก็คลอดออกมาแต่เสียชีวิตระหว่างคลอด

ซึ่งคุณหมอไม่ยอมบอกสาเหตุของการเสียชีวิตของเด็กเธอจึงมีความตั้งใจว่าเธอจะนำศพของลูกไปตรวจที่โรงพยาบาลตำรวจและโรงพยาบาลประจำจังหวัดอีกครั้งหนึ่งเพื่อหาสาเหตุการเสียชีวิตของลูกเธอโดยเธอสั่งกับทางโรงพยาบาลว่าไม่ให้ทางโรงพยาบาลนั้นเผาศพรูปเธอหลังจากนั้นเธอได้เดินทางไปที่สถานีตำรวจเพื่อแจ้งความเกี่ยวกับเรื่องของการเสียชีวิตแบบผิดปกติถ้าเธอต้องการให้ทางโรงพยาบาลรับผิดชอบกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างไรก็ตามเมื่อเธอเดินทางไปรับศพลูกของเธอ

เพื่อที่จะเอาไปตรวจหาสาเหตุการเสียชีวิตที่โรงพยาบาลตำรวจทางโรงพยาบาลกลับบอกว่าลูกของเธอนั้นถูกสลับไปกับเด็กอีกคนหนึ่งซึ่งเสียชีวิตที่โรงพยาบาลเช่นเดียวกันโดยพ่อแม่ของเด็กได้นำเด็กชายคนดังกล่าวนั้นไปเผาที่วัดแห่งหนึ่งซึ่งเธอได้ตามไปที่วัดดังกล่าวแต่เมื่อไปถึงสัปเหร่อได้ทำการเผาลูกของเธอเป็นที่เรียบร้อยแล้วเธอจึงได้เสียใจมากแต่จากการพูดคุยของเธอและสัปเหร่อนั้นได้ความว่าคนที่นำมาเผานั้นเป็นเพียงแค่ผู้ชายซึ่งอ้างตนว่าเป็นพ่อไม่มีเอกสารอะไรเลยนอกจากบัตรประชาชนของคนเป็นพ่อรวมถึงยังมีพยาบาลและคุณหมออีกประมาณ 5 คนมาร่วมพิธีเผา

ซึ่งทางด้านสัปเหร่อเองก็พบว่าค่อนข้างผิดปกติเพราะการเผาศพทารกนั้นไม่มีญาติคนอื่นมาร่วมงานเลยนอกจากพยาบาลและหมอและก็คนที่อ้างตัวเป็นพ่อเพียงเท่านั้นเธอจึงคิดว่าเรื่องนี้น่าจะมีเงื่อนงำและโรงพยาบาลน่าจะปกปิดเกี่ยวกับการเสียชีวิตของลูกของเธอดังนั้นเธอจึงได้มีการมาแชร์เรื่องราวดังกล่าวในโลกออนไลน์เพื่อให้เรื่องราวของลูกเธอนั้นโด่งดังเธอจะได้สามารถที่จะดำเนินคดีได้โดยที่คดีของลูกเธอนั้นไม่เงียบหายไปซึ่งเธอต้องการหาสาเหตุที่แท้จริงให้ได้เกี่ยวกับการเสียชีวิตของลูกของเธอ

  สำหรับเรื่องราวนี้ดูแล้วมีเงื่อนงำซึ่งถ้าเป็นไปตามที่หญิงสาวคนดังกล่าวได้เล่ามาก็แสดงว่าโรงพยาบาลนั้นอาจจะกำลังซ่อนความจริงอะไรบางอย่างเอาไว้ทั้งนี้ต้องให้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นผู้สืบหาสาเหตุว่าแท้ที่จริงแล้วเด็กนั้นตายเพราะสาเหตุอะไรและโรงพยาบาลนั้นจะออกมารับผิดชอบกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างไร

 

สนับสนุนโดย  คาสิโนออนไลน์ เติมเงินขั้นต่ำ 100 เดียว

เด็กนักเรียนชั้น ม.6 คาดโดนวางยา

           เมื่อวันที่ 17  เดือนมิถุนายนปี พ.ศ.2563  ช่วงเวลาประมาณ 11:00 น.  เจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับแจ้งเหตุจากผู้ปกครองรายหนึ่งให้ไปตรวจสอบจนจบเด็กสาววัย 18 ปีกำลังเรียนอยู่ในระดับมัธยมศึกษาปีที่ 6  โดยผู้ปกครองได้มีการแจ้งว่าลูกสาวนั้นออกจากบ้านไปพร้อมกับเพื่อนชายตั้งแต่เมื่อวันที่ 16 เดือนมิถุนายน  ปี พ.ศ.2563  ตั้งแต่ช่วงเวลาประมาณสี่ทุ่ม

ซึ่งหลังจากที่ลูกสาวออกจากบ้านไปพร้อมกับเพื่อนชายนั้นผู้ปกครองก็ไม่สามารถติดต่อลูกสาวได้อีกเลยจนช่วงเช้าของวันที่ 17 เดือนมิถุนายนก็ได้รับโทรศัพท์จากเพื่อนของลูกสาวให้ไปดูลูกสาวที่บ้านของเพื่อนชายเนื่องจากว่าลูกสาวนั้นเสียชีวิตแล้ว  ซึ่งเมื่อพ่อแม่ของเด็กหญิงวัย 18 ปีเดินทางไปถึงก็เห็นว่าลูกสาวของตนเองนั้นนอนอยู่บนโซฟาโดยมีผ้าคลุมร่างเอาไว้ดูสภาพร่างกายของลูกสาวนั้น

มีเลือดออกทั้งปากและจมูกโดยผู้ปกครองนั้นบอกว่าไม่พบเพื่อนชายของลูกสาวอยู่ในบ้านหลังดังกล่าวพบแต่เพียงคนที่เป็นย่าเท่านั้นซึ่งหลังจากที่มีการแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจให้มาดูคุณย่าของฝ่ายชายก็ระบุว่าไม่รู้ว่าเด็กสาวนั้นมานอนอยู่ตรงโซฟาตั้งแต่เมื่อไหร่แต่พบว่าเสียชีวิตตั้งแต่ช่วงเช้าแล้วและก็หาหลานชายไม่เจอเหมือนกัน

ไม่รู้ว่าหายไปไหนไม่มีใครสามารถบอกได้ว่ามีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นบ้างทางด้านพ่อกับแม่ของเด็กสาวอายุ 18 ปีได้ดำเนินการแจ้งความให้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจช่วยติดตามหาฝ่ายชายเพื่อมาสืบสวนสอบสวนถึงสาเหตุการเสียชีวิตในครั้งนี้โดยพ่อแม่ของผู้หญิงนั้นเชื่อว่าฝ่ายชายน่าจะล่อลวงลูกสาวของเธอมาเพื่อจะทำเรื่องมิดีมิร้ายแต่บังเอิญว่าอาจจะให้ลูกสาวของเธอนั้นกินยา

ซึ่งลูกสาวของเธออาจจะได้รับยาเกินขนาดหรือไม่ก็เกิดอาการแพ้ยานั้นๆจึงทำให้เสียชีวิตมีเลือดออกปากออกจมูกเนื่องจากว่าเด็กสาวนั้นไม่ได้มีปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพร่างกายแต่อย่างใดและเด็กสาวเป็นคนร่าเริงชอบช่วยเหลือเพื่อนรวมถึงชอบทำกิจกรรมกับทางโรงเรียนซึ่งส่วนใหญ่แล้วลูกสาวของเธอนั้นมักจะเป็นนางรำให้กับโรงเรียนอยู่เสมอเสมออย่างไรก็ตามทางด้านผู้ปกครองของเด็กหญิงที่เสียชีวิต

ต้องการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเร่งตรวจสอบคดีนี้อย่างเร่งด่วนเพื่อให้ความเป็นธรรมกับวิญญาณของลูกสาวของเธอซึ่งเรื่องนี้มีการส่งเรื่องตามหาตัวแฟนหนุ่มของผู้เสียชีวิตแล้วยังไม่พบอย่างไรก็ตามครอบครัวของฝ่ายหญิงที่เสียชีวิตได้บอกกับทางนักข่าวว่าตั้งแต่เกิดเรื่องวันที่ 17 มิถุนายนนั้นทั้งด้านครอบครัวของฝ่ายชายก็ยังไม่เคยติดต่อมาว่าจะมีการช่วยเหลืออะไรหรือไม่มีการติดต่อมาขอโทษแต่อย่างใดจึงรีบฝากให้นะคะน้ำช่วยติดตามข่าวนี้ให้กลายเป็นข่าวที่ดังเพราะกลัวว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจจะไม่ช่วยเร่งดำเนินการสะสางคดีให้กลัวว่าลูกสาวนั้นจะตายฟรี

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  ufabet เว็บแม่

อุทาหรณ์ของคนเลี้ยงลูกด้วยมือถือ

        ยังคงเป็นปัญหากันอยู่บ่อยครั้งเกี่ยวกับปัญหาการติดเกมของเด็กไม่ว่าจะเป็นเด็กเล็กหรือแม้แต่เด็กวัยรุ่นก็ตามซึ่งหลายคนที่ถูกเลี้ยงดูมาตั้งแต่เด็กๆช่วยพ่อแม่ปล่อยให้เล่นโทรศัพท์มือถือและให้เล่นเกมโดยไม่มีการห้ามปรามหรือจำกัดชั่วโมงในการเล่นนั้นส่งผลให้เด็กหลายๆคนพบปัญหาการติดเกมซึ่งอย่างที่เคยมีการประชาสัมพันธ์กันอยู่หลายครั้งว่าการปล่อยให้เด็กเล่นเกมอย่างเดียวโดยไม่ไปทำอย่างอื่นเลยนั้นเมื่อเด็กมีอาการติดเกมส์จะทำให้เด็กมีอารมณ์รุนแรงฉุนเฉียว

  และเด็กจะเป็นโรคสมาธิสั้นหนึ่งในนั้นคือเด็กชายวัย 15 ปีคนหนึ่งที่กำลังเป็นข่าวโด่งดังอยู่ในขณะนี้โดยมีคลิปจากทางเจ้าหน้าที่กู้ภัยที่พยายามช่วยเหลือเด็กชายให้ขึ้นมาจากบ่อน้ำเนื่องจากเด็กชายคนดังกล่าวโกรธพ่อและแม่ที่ห้ามไม่ให้นำเงินไปเติมเกมในมือถือโดยเมื่อวันที่ 25 เดือนมีนาคมปี 2563 ทางเจ้าหน้าที่กู้ภัยได้รับแจ้งให้มาช่วยเหลือเด็กที่กระโดดลงไปในน้ำโดยในบ่อน้ำนั้นมีความลึกอยู่ประมาณ 1.3 เมตร

ซึ่งที่จริงแล้วเด็กก็ไม่ได้จมน้ำแต่อย่างใดเนื่องจากว่าเด็กอายุ 15 ปีและมีความสูงมากแล้วแต่ว่าเด็กไม่ยอมขึ้นมาจากน้ำและพ่อแม่ก็ไม่สามารถเรียกร้องเอาเด็กขึ้นมาจากน้ำได้เมื่อเจ้าหน้าที่เดินทางมาถึงก็พยายามเกลี้ยกล่อมแต่สุดท้ายแล้วยังไงเด็กก็ไม่ยอมที่จะขึ้นมาจากน้ำโดยเหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นที่จังหวัดตราดเมื่อเวลาผ่านไปเป็นชั่วโมงแม่ของเด็กจึงต้องยอมตามใจเด็กด้วยการซื้อการ์ดเติมเงินเพื่อเอามาเติมเกมแล้วนำมาล่อลูกชายให้ขึ้นมาจากน้ำ

ซึ่งในที่สุดเด็กชายอายุ 15 ปีก็ขึ้นมาจากน้ำจนได้หลังจากที่แม่ได้นำบัตรเติมเกมมาให้เลยแม่ของเด็กได้เล่าอาการของเด็กให้ฟังว่าเด็กชายมีปัญหาเรื่องสมาธิสั้นและเป็นเด็กซึมเศร้ามาตั้งแต่เด็กจนปัจจุบันก็ยังต้องกินยารักษาโรคในวันเกิดเหตุนั้นพบว่าแม่ให้เงินเพื่อเอาไว้ใช้จ่ายในการซื้อขนมกินแต่เด็กนำเงินดังกล่าวไปซื้อบัตรเติมเกมหมดทำให้พ่อที่รู้เรื่องจึงตีลูกไป 1 ครั้ง

เพื่อเป็นการสั่งสอนแต่เด็กชายกลับไม่พอใจและวาดรูปปลาคาบของใส่พ่อหลังจากนั้นก็วิ่งหายออกจากบ้านไปโดยตะโกนว่าอยากจะไปตายนิสัยแบบนี้แม่ของเด็กแล้วว่าเด็กคนนี้มักจะทำเป็นประจำไม่รู้ของตนเองเป็นเด็กพิเศษแล้วยังมีอาการอื่นแทรกเข้าไปด้วยทำให้คนในบ้านมักจะตามใจจึงทำให้เวลาถูกขัดใจแล้วมักจะเรียกร้องความสนใจด้วยการฆ่าตัวตายหลังจากที่เจ้าหน้าที่กู้ภัยด้วยช่วยเหลือเด็กให้ขึ้นมาจากบ่อน้ำแล้วผู้ปกครองของเด็กต่างก็พากันปลอบใจเด็กเป็นเด็กสามารถส่งสติอารมณ์ได้แล้วจึงได้นำตัวเด็กไปรักษาตัวที่โรงพยาบาล

     จะเห็นได้ว่ามือถือมีส่วนสำคัญที่ทำให้เด็กชายคนนี้มีพฤติกรรมก้าวร้าวเพราะถึงแม้ว่าเด็กน้อยจะเป็นเด็กพิเศษแต่หากพ่อแม่เลี้ยงดูด้วยการเอาใจใส่อย่างดีแล้วไม่ปล่อยให้เล่นมือถือมากเกินไปถึงจะเป็นเด็กพิเศษก็จะไม่มีนิสัยก้าวร้าวแบบนี้ดังนั้น จะนิสัยยังไงก็คือต้องโทษการเลี้ยงดูของพ่อแม่

 

สนับสนุนโดย    ufabet

เคอร์ฟิวทั้งประเทศห้ามออกนอกบ้านหลังสี่ทุ่ม

       นายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ  จันทร์โอชา ได้มีการออกมาแถลงการวิธีการลดความเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ได้การเพิ่มมาตราการงดการออกนอกบ้านหลังจากสี่ทุ่มไปแล้ว โดยมีการออกแถลงการณ์วันที่ 2 เดือนเมษายน ปี พ.ศ. 2563  และให้เริ่มมีผลวันรุ่งขึ้นทันที และทั้งนี้ประกาศนี้ได้มีการแถลงการตอนเวลาประมาณ 18.00 น. ผ่านทางสื่อทีวี ซึ่งการประกาศเคอร์ฟิว

ห้ามประชาชนออกนอกบ้านหลังสี่ทุ่มนี้มีผลพร้อมกันทั่วประเทศ เนื่องจากสถานการณ์การระบาดของเชื้อไวรัสยังไม่ลดลง จำนวนคนที่ติดเชื้อแล้วเสียชีวิตก็ยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ถึงแม้ว่าจะมีการแก้ไขปัญหาไปหลายอย่างแล้วก็ตาม มีการรณรงค์มากมายหลายอย่างแต่ประชาชน ก็ไม่ยอมให้ความร่วมมือ ยังคงมีการแอบจัดงาน และแอบนัดทำกิจกรรมกันอยู่ทุกวันและบ่อยครั้งอย่างล่าสุดก็เป็นกลุ่มวัยรุ่นที่พากันไปบุกโรงพยาบาลโดยไม่มีใครสวมใส่หน้ากากอนามัยเลย และยังพากันไปวุ่นวายที่โรงพยาบาลซึ่งเป็นสถานที่ที่เชื้อโรคมีมากอยู่แล้ว

ทั้งนี้ยังพากันไปโรงพยาบาลในช่วงเวลาตีสามถึงตีสี่ ซึ่งช่วงเวลาดังกล่าว กลุ่มวัยรุ่นเหล่านั้น สมควรอย่างยิ่งที่จะต้องนอนพักผ่อนอยู่ที่บ้านแล้ว แต่ยังพากันมารวมตัว และยังมีการบอกว่าไปเที่ยวมา นั่นหมายถึงว่าเด็กเด็กยังมีแหล่งรวมตัวนัดเจอกันโดยที่ผู้ใหญ่ไม่รู้ และพ่อแม่ผู้ปกครองก็ห้ามบุตรหลานของตัวเองไม่ให้ออกนอกบ้านไม่ได้ ดังนั้นทางรัฐบาลจึงต้องมีมาตรการออกมารองรับการกระทำของคนกลุ่มนี้ ที่ไม่เกรงกลัวต่อไวรัสโควิด-19 ไม่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม

ไม่เห็นถึงความเหนื่อยยากของคนกลุ่มอื่นอื่น ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล หมอ พยาบาล และคนอื่นอื่น ที่ต่างก็พยายามหาทางป้องกันไม่ให้เชื้อไวรัสโควิด-19 ระบาดมากกว่าที่เป็นอยู่ เมื่อมีการขอความร่วมมือกับประชาชนทั้งประเทศด้วยดีแล้ว แต่ยังไม่มีใครให้ความร่วมมือ ทางรัฐบาลจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีมาตรการอย่างเข็มงวดออกมาเพื่อกำราบบุคคลเหล่านี้ เพื่อจะได้ไม่ให้ประชาชนคนอื่นต้องมาเดือดร้อน

เพราะคนแค่ไม่กี่คนที่เห็นแก่ตัว รักแต่ความสนุก ยอมที่จะเสี่ยงที่จะติดเชื้อโดยไม่สนใจเลยว่าคนอื่นจะเป็นอย่างไร ต้องรอดูกันว่าจากมาตรการนี้ จะยังมีใครที่จะฝ่าฝืนกฎหมายอีกหรือไม่

และจะสามารถทำให้การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ลดลงได้หรือไม่  ซึ่งตามการประกาศเคอร์ฟิวนี้ หากใครที่่ยังดื้อด้านที่จะออกมารวมตัวกันด้านนอกบ้านหลังสี่ทุ่มนั้นบทลงโทษก็คือ ติดคุกไม่เกิน 2 ปีหรือจะเป็นการปรับเงินไม่เกิน 4 หมื่นบาทหรือบางทีอาจจะถูกปรับเงินและติดคุกด้วยก็ได้  ซึ่งการประกาศเคอร์ฟิวนี้ ยังไม่ได้มีการระบุวันสิ้นสุด เพราะต้องรอดูสถานการณ์อีกครั้งหนึ่ง 

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  www.ufabet.com ลิ้งเข้าระบบ

หมอดู ตุ๊งติ้งข่มขืนเด็ก

เมื่อวันที่ 21 เดือนมีนาคม  ปี พ.ศ 2563 ได้มีผู้ปกครองหลายรายเดินทางเราแจ้งความที่สถานีตำรวจว่าลูกสาวของตนเองถูกข่มขืนกระทำชำเราจากชายผู้หนึ่งที่อ้างตัวว่าเป็นหมอดูโดยผู้ปกครองได้ให้การว่ามีชายคนหนึ่งชื่อว่านายธนาพิพัฒน์   หงษ์หิรัญ อายุ ประมาณ 37 ปี โดยอ้าง ตัวกับเด็กๆว่าเป็นร่างทรงของเจ้าแม่ที่จะสามารถช่วยเหลือและเสริมดวงให้กับเด็กๆได้รหัสเด็กคนใดหลงเชื่อนายธนาพิพัฒน์ก็จะพาไปโรงแรม

แล้วอ้างกับเด็กว่าจะมีการปิดทองทั่วร่างเพื่อเป็นการเสริมดวงหลังจากนั้นก็จะทำการหลอกข่มขืนเด็กซึ่งพบว่าเด็กส่วนใหญ่ที่นายธนาพิพัฒน์หลอกเป็นนั้นจะมีอายุราว 14 ปีโดยเหตุการณ์ในครั้งนี้เกิดขึ้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอนซึ่งมีเหยื่อจะหมดจำนวน 4 รายด้วยกันที่เข้ามาลองทางเจ้าหน้าที่ตำรวจให้ดำเนินการจับกุมตัวนายธนาพิพัฒน์ในครั้งนี้

     ซึ่งหลังจากที่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้จับกุมตัวนายธนาพิพัฒน์ได้ตอนแรกผู้ต้องหาให้การปฏิเสธโดยบอกว่าตนเองมีอาชีพเป็นร่างทรงและเด็กส่วนใหญ่ก็เดินทางมาหาตนเองเพื่อต้องการให้ตนเองเสริมดวงให้ส่วนเรื่องของการกระทำชำเราข่มขืนเด็กนั้นเกิดจากความยินยอมสมัครใจของเด็กเองซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเด็กอายุ 14 ปีเหล่านั้นมากกว่าที่เป็นคนจัดหาโรงแรมและจ่ายค่าโรงแรมเอง

     อย่างไรก็ดีทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ควบคุมตัวนายธนาพิพัฒน์เพื่อไปดำเนินคดีในข้อหาหล่อหลวงพ่อเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีไปจากพ่อแม่ซึ่งถึงแม้ในกรณีนี้เด็กจะเป็นใจเองก็ตามแต่เมื่อเด็กอายุยังไม่ถึง 15 ปีนายธนาพิพัฒน์ก็ยังมีความผิดอยู่ดีแต่โดยรวมแล้วนายธนภัทรโดนข้อหาทั้งหมด 4 ข้อหาด้วยกันซึ่งภายหลังนายธนาพิพัฒน์ได้ทำการยอมรับสารภาพ

เจ้าหน้าที่จึงส่งควบคุมตัวไปที่ห้องขังและจากการตรวจสอบประวัติย้อนหลังของนายธนาพิพัฒน์พบว่าเคยก่อเหตุในลักษณะเดียวกันนี้ที่จังหวัดเชียงใหม่มาแล้วซึ่งในการก่อเหตุครั้งที่แล้วนายธนาพิพัฒน์เองก็ได้ถูกจับกุมดำเนินคดีและถูกสั่งจำคุกเป็นเวลาหลายปีและพึ่งออกจากคุกมาเมื่อปีพ.ศ 2559 แต่ครั้งนี้ก็ยังมาก่อเหตุในลักษณะเดิมซ้ำอีกครั้ง

      ถ้าจากประวัติของนายธนาพิพัฒน์แล้วก่อนหน้านี้ก็เคยก่อเหตุล่อลวงเด็กอายุต่ำกว่า 14 ปีไปข่มขืนเคยติดคุกในข้อหานี้และเมื่อออกจากคุกมาก็ยังมาก่อเหตุในลักษณะเดิมถึงแม้จะเป็นคนละพื้นที่คนละจังหวัดกันก็ตามนั่นหมายถึงว่านายธนาพิพัฒน์ควรจะได้รับโทษสูงสุดมากกว่าเมื่อครั้งที่แล้วเพราะการที่นายธนาพิพัฒน์ติดคุกแสดงว่าไม่ได้ช่วยกล่อมเกลาจิตใจของเขาให้ดีขึ้นเลยเนื่องจากเขายังออกมาก่อเหตุแบบเดิมอีกทั้งที่เคยโดนติดคุกเพราะสาเหตุนี้มาแล้วดังนั้นหากเราทำผิดครั้งที่ 2 ควรมีบทลงโทษให้หนักมากกว่าเดิมจะได้ไม่ออกมาจากคุกแล้วก็ทำการเหมือนเดิมอีก 

 

ขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนโดย   จีคลับ เล่นออนไลน์